ราชบุรี - เปิดแหล่งท่องเที่ยวหุบผาสวรรค์ ผลักดันการท่องเที่ยวอ.ปากท่อ


จ.ราชบุรี ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่หลากหลาย อย่างสถาบันพระสังฆาธิการ ที่ตั้งอยู่ภายใน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี และพื้นที่โดยรอบกำลังจะถูกพัฒนาผลักดันให้เป็นพื้นที่ ในการท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่สำคัญอีกแห่งของ จ.ราชบุรี

สถาบันพระสังฆาธิการ ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เดิมทีเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อาณาจักรหุบเขาสวรรค์ เมืองศาสนา ในอดีตเมื่อปีพ.ศ.2513 - 2524 มีความรุ่งเรืองสามารถสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาไว้อย่างมากมาย และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้นำมาจัดสรรประโยชน์เป็นสถานที่ศึกษาทางพุทธศาสนา พัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ 200 ไร่ ชายเขาโบราณสถานเขาถ้ำพระ ปัจจุบันสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

โดยทาง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในด้านต่างๆสร้างรายได้แก่ชุมชน โดยรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดในภาคกลาง เพื่อเลือกที่จะต้องพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครมสัญจรที่ จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนายธีวันต์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในขณะนั้น เห็นว่าพื้นที่สถาบันพระสังฆาธิการ มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาวัฒนธรรม จึงได้จัดการประชุมหารือการพัฒนาพื้นที่ เขาถ้ำพระ และหุบผาสวรรค์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้น 

หุบผาสวรรค์ นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เรียกว่าแปลกอีกแห่ง เนื่องจากบนยอดเขาของพื้นที่ดังกล่าวมีการสร้างศาสนวัตถุที่นับถือพระพุทธศาสนา และศาสนาคริสต์ ประกอบด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระมหาเจดีย์ และรูปปั้นพระเยซูขนาดใหญ่ ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวว่า เป็นรีโอเดจาเนโร ของเมืองไทย เนื่องจากมีความคล้ายกับรูปปั้นพระเยซูบนยอดเขาคอร์โควาโด เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้ คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 600 ล้านบาท เพื่อสร้างรถรางหรือกระเช้าเชื่อมจุดสำคัญบนยอดเขา หุบผาสวรรค์จะฟื้นอีกครั้ง หากรัฐบาลเห็นชอบที่จะผลักดันให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของจังหวัดราชบุรี

ส่วนยอดเขาหุบผาสวรรค์ หรือเขาถ้ำพระ จะแบ่งโซนการท่องเที่ยวเป็น 7 โซน คือโซน สันติเจดีย์ , เจ้าแม่กวนอิม , ถ้ำลับแล , พระเยซู , พระพิฆเนศ , พระพุทธรูปนิรภัยทุกทิศ และพระสังกัจจายน์ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องขึ้นบันได 365 ขั้น และเดินขึ้นตามเส้นทาง เพื่อเข้าเที่ยวชมจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโซนต่างๆ บนยอดเขาหุบผาสวรรค์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ ซึ่งความสวยงามไม่แพ้สถานที่แห่งอื่นๆ แถมเป็นจุดชมวิวที่สามารถเห็นได้ทั่วเมือง อ.ปากท่อ โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมาเที่ยวบนยอดเขาหุบผาสวรรค์ ได้ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งต้องมีการติดต่อทางสถาบันพระสังฆาธิการ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่คิดจะขึ้นบนยอดเขาหุบผาสวรรค์

นายธานี พิกุลทอง ผอ.สถาบันพระสังฆาธิการ กล่าวว่า หุบผาสวรรค์ ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อประมาณปี พ.ศ.2513 ในขณะนั้นยังเป็นอาณาจักรหุบผาสวรรค์ และต่อมาในปี พ.ศ.2532 ศาลได้พิพากษาให้ทรัพย์สินของหุบผาสวรรค์ หรือมูลนิธิชิน ณ บุตโตอนุสรณ์ ตกเป็นของแผ่นดิน และต่อมาในปี พ.ศ.2535 ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมการศาสนาดูแลสถานที่แห่งนี้ และในปี พ.ศ.2545 ถูกตั้งเป็นสถาบันพระสังฆาธิการ ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีเนื้อที่ประมาณ 118 ไร่ และบริเวณเขาถ้ำพระ หรือผาเสือหมอบตา จะมีผาสันติเจดีย์ , พระพุทธพระถวายเนตรนิรภัยทุกทิศ , พระเยซูคริสต์ , พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช , ถ้ำสาริกา , น้ำตกผาเสือหมอบ และถ้ำไทรย้อย จึงอยากเชิญชวนท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ มาเยี่ยมชมธรรมชาติอันสวยสดงดงามบนเขาถ้ำพระ ซึ่งจะต้องเดินขึ้นบันไดจำนวน 365 ขั้น ชมทัศนียภาพที่สวยงามด้านบนแห่งนี้

ทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนา ให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมาเที่ยวชมได้สะดวกสบายมากขึ้น หุบผาสวรรค์ ถือเป็นแห่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งแม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่สถานที่แห่งนี้ เหมาะสมในการที่จะมาท่องเที่ยว New Normal วิถีใหม่ เพราะว่าเป็นสถานที่เปิด อากาศถ่ายเทได้โดยสะดวก เว้นระยะห่างได้ไม่แออัด สามารถมาท่องเที่ยวได้ทุกวัน แถมยังมีฝูงลิงนักท่องเที่ยวสามารถเอาอาหารมาให้ได้ด้วย

ด้าน นางสาวสรียา บุญมาก ผอ.ททท.สาขาราชบุรี กล่าวว่า การขึ้นมาสำรวจหุบผาสวรรค์ที่อ.ปากท่อ ได้พบว่าสถานที่แห่งนี้สามารถที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ที่รำลึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา แล้วยังเป็นจุดชมวิวทางธรรมชาติที่สวยงามเรียกได้ว่าเป็น unseen อีกแห่งหนึ่งของจ.ราชบุรี ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวแบบท้าทาย แต่ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากว่าต้องเดินขึ้นบันไดมาสู่ยอดเขาที่สูงถึง 365 ขั้นด้วยกัน แต่ขึ้นมาแล้วจะพบว่าบรรยากาศรอบๆ 360 องศา มีความสวยสดงดงามมาก เต็มไปด้วยท้องทุ่งนาหรือว่าทิวเขาที่เห็นอยู่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตกดินจะมีความสวยงามมากเป็นพิเศษ 

จากจุดนี้ยังสามารถที่จะเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงในเขตอ.ปากท่อ ซึ่งเต็มไปด้วยสวนผลไม้หรือฟาร์มเกษตรของวิสาหกิจชุมชน ของอ.ปากท่อ ซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงได้ง่าย น่าสนใจ ในโอกาสต่อไปถ้ามีการพัฒนาในการจัดการ ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่แล้ว เชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนี้ จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่น่าสนใจของจ.ราชบุรี






ภาพ/ข่าว สุจินต์ นฤภัย(เต้) จ.ราชบุรี

ขับเคลื่อนโดย Blogger.