เชียงราย-แม่ค้าชาวเมียนมาร้องสื่อถูกเจ้าหน้าที่ประจำด่านยึดเงินกว่าครึ่งล้านบาท

ตัวแทน แม่ค้า ส่งออกด้านฝั่งน้ำโขง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ร้อง หลังขายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านช่วง เฝ้าระวังการแพร่ระบาดไวรัสโควิท 19 แล้วได้รับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดสกุลเงินจีน 2 แสนหยวน ฝากมากับเรือหางยาวแม่น้ำโขง แต่ถูก เจ้าหน้าที่นำโดย ศุลกากรเชียงแสน ยึดไปครึ่งหนึ่ง ผิดกฎหมายเพราะด่านปิดไม่มีจุดสำแดงเงินเข้า ที่เหลือคืนให้ แต่ก็ไม่พอชำระหนี้สินค้า

            เมื่อเร็วๆนี้ นาง AYE  KYAING อายุ 39 ปี  สัญชาติเมียนมาร์  แม่ค้าชายแดนไทยเมียนมาร์ กับ นายสยาม กันกอบ อายุ 32 ปี ได้เข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่าเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 มิถุนายน 2563  ตนกับพวกเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ อ.แม่สาย ได้เดินทางไปรับเงินสดเป็นเงินสกุลหยวนของประเทศจีน ที่ลูกหนี้ในประเทศเพื่อนบ้านใน สหภาพเมียนมาร์ ที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปทางเรือผ่านท่าเรือใน อ.เชียงแสน ได้จ่ายค่าสินค้า ฝากมากับบุคคลนั่งเรือหางยาว ผ่านเข้ามาทางท่าเรือริมน้ำโขง อ.เชียงแสน  บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน เป็นธนบัตรสกุลเงินประเทศจีน 220,000 หยวน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 990,000 บาท(คิดอัตรา 4.5บาทต่อ 1 หยวน) โดยเมื่อผู้นำเงินมาส่งที่ท่าน้ำโขง และระหว่างที่พวกตนลงไปรับเงินจากคนขับเรือเพื่อจะนำเงินไปชำระค่าสินค้า ขณะที่กำลังเดินขึ้นจากท่าเรือได้ถูกเจ้าหน้าที่หลายคน ทราบภายหลังว่า มีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเชียงแสน  ฯลฯ จู่โจมเข้าตรวจค้น และพบเงินสดบรรจุอยู่ในเตาไมโครเวฟจำนวน 220,000 หยวน เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจยึด โดยบอกว่าเป็นการลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย  แล้วมีการควบคุมพวกตนและเงินไปสอบสวนยังสำนักงานศุลกากรเชียงแสน ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงช่วงค่ำ ผ่านไปประมาณ 5 ถึง 6 ชั่วโมง
             จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าจะขอยึดเงินไว้จำนวน 100,000 หยวน แล้วคืนให้ทางพวกตน 120,000 หยวนก็แล้วกัน โดยทางพวกตนขอต่อรองว่าขอให้เจ้าหน้าที่ไม่ยึดเงิน หรือ เสียค่าปรับยึดต่ำกว่าแสนหยวนได้หรือไม่ เพราะเป็นเงินที่จะต้องนำไปชำระค่าสินค้าที่ติดค้างไว้ช่วงแพร่ระบาดของไวรัสโควิค ตามบิลค่าสินค้าที่ซื้อจากฝั่งไทยมาแสดง ซึ่งตนเองไม่รู้ว่าห้ามนำเข้า และเงินไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด หากถูกยึดจะทำให้เดือดร้อน  เพราะต้องเอาไปจ่ายเจ้าหนี้ค่าสินค้ารายอื่นๆด้วย และยังเป็นช่วงเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิท 19 การค้าขายก็ฝืดเคืองอยู่แล้วจำเป็นต้องใช้เงิน  แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม และระบุว่าหากถูกดำเนินคดีจะต้องเสียค่าปรับอีกสองเท่าของเงินที่ยึดได้และต้องริบเงินทั้งหมด พร้อมส่งดำเนินคดีโทษสูงสุดติดคุกถึง 20 ปี  ทำให้ตนและพวกจึงยอมตกลงเพราะตอนนั้นก็ค่ำมืดแล้ว ต่อมาภายหลังมาปรึกษากันแล้วก็เกิดความเดือดร้อนที่เงินชำระค่าสินค้าไม่พอ ตนจึงไม่เข้าใจว่ากรณีแบบนี้เจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอนของกฎหมายจริงหรือไม่อย่างไร จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนในพื้นที่ให้ช่วยสอบถามไปยังหน่วยงานศุลกากร

             ต่อมา เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.63 นายนิโรจน์ โง้วเจริญสุข นายด่านศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย   กล่าวทางโทรศัพท์ว่า ตนได้รับรายงานเรื่องการยึดเงินที่บริเวณริมแม่น้ำโขงแล้วแต่ตนอยู่ระหว่างติดราชการอยู่ที่ต่างจังหวัด  จึงได้มอบหมายให้ นายโตมร  นามสาย หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ด่านศุลกากรเชียงแสนชี้แจงกับ สื่อมวลชน ณ สำนักงานบริเวณท่าเรือเชียงแสน แห่ง ที่ 1 โดย นายโตมร กล่าวว่า ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า มีเรือหางยาวลักลอบเข้ามาจอดริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่ง อ.เชียงแสน จึงไปซุ่มอยู่จนกระทั่งพบเรือลำดังกล่าวพร้อมคนขับเรือและสินค้าในเรือ จึงตรวจค้นระหว่างนั้นก็มีบุคคล ราว 2-3 คน  มารอรับ จึงตรวจค้นในเตาไมโครเวฟที่อยู่ในเรือ  พบว่ามีเงินสดซุกซ่อนอยู่จำนวนมากนับได้ เป็นธนบัตรสกุลจีน 200,000 หยวน จึงจะยึดไว้  แต่แม่ค้าเป็นหญิงที่มารอเรือเพื่อรับเงินขอร้องว่าอย่ายึดเงินเพราะเป็นเงินค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งไปช่วงสถานการณ์ไวรัส โควิท 19 แล้วเพิ่งจ่ายคืนมา และมีเจ้าหนี้หลายรายใน อ.เชียงแสน รอเงินก้อนนี้อยู่

           ทั้งนี้ในห้วงสถานการณ์แพร่ระบาดของ ไวรัสโควิท 19 ด่านพรมแดนเชียงแสน ยังไม่อนุญาตให้มีการเข้าออกของบุคคล   มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563  จะอนุญาตส่งของสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ท่าเรือสบหรวย ประเทศเมียนมาร์ และ สปป.ลาว บางส่วนเท่านั้น การนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาเพื่อจะชำระค่าสินค้าใดใดจะไม่สามารถทำได้เลย เพราะว่าในส่วนของการอนุญาตให้สำแดงเงินตรานำเข้า ซึ่งปกติอนุญาตนำเข้าได้ราว 15,000 ดอลลาร์ สหรัฐ  หรือราว 450,000 บาท  ยังไม่ได้เปิดทำการ    การนำเข้าจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเมื่อเจอจะต้องตรวจยึด
              ดังนั้นเพื่อเป็นการอะลุ้มอล่วยกัน จึงขอทำบันทึกการตรวจยึดครึ่งหนึ่ง เป็นจำนวน 100,000 หยวน โดยทำบันทึกเป็นเหตุการณ์ว่า เจอเงินจำนวนดังกล่าวบริเวณริมน้ำโขง ไม่พบบุคคลใดเป็นเจ้าของ จึงได้ทำบันทึกเพื่อตรวจยึดไว้ โดยให้เจ้าของเงินตัวจริงร่วมเซ็นเป็นพยานด้วย
            หลังเกิดเหตุ มีบุคลหลายรายติดต่อมาเพื่อขอให้คืนเงินที่ยึดไว้ 1 แสนหยวน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะตรวจยึดส่ง สำนักงานศุลกากรเชียงแสน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าว.

สราวุธ คำฟูบุตร-รายงาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.