พ่อแม่หลั่งน้ำตาพิมการ์ดรอลูกบวชโดนโจ๋ยิงสางแค้นเพราะเป็นเพื่อนอริ
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 64/4 ม.11 ต.หนองหลวง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ หลังได้รับรายงานว่า ที่บ้านหลังดังกล่าว กำลังมีการจัดพิธีรดน้ำศพให้กับนายเจษฎาภรณ์ กรากล้า อายุ 20 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง เมื่อช่วงเวลา 22.15 น. ของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปความโศกเศร้าเสียใจของเพื่อนๆ รวมถึงแฟนสาว และพ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ต่างรู้สึกสะเทือนใจจากการจากไปไม่มีวันกลับจากการสอบถามนายณภัทร รัตนประเสริฐ อายุ 24 ปี เพื่อนรุ่นน้องได้เล่าถึงเหตุการณ์ว่า ผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปซื้อมาม่าที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน แต่พอขากลับ ได้ถูกกลุ่มคนร้าย 6 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 3 คัน ขับขี่ตามมา จนกระทั่งถึงปากซอยก่อนเข้าบ้าน ได้ถูกกลุ่มคนร้ายที่ซ้อนรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่หลังของผู้ตายแล้วหลบหนีไปโดยมีภาพกล้องวงจรปิดจากหน้าปากซอยบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้ จะเห็นภาพนาทีที่นายเจษฎาภรณ์ถูกยิงจากทางด้านหลัง ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนี เข้าไปถึงบริเวณบ้าน พร้อมกับตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่และญาติที่มีบ้านอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แม้จะมีการช่วยชีวิตนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าตะโกได้ทัน แต่สุดท้าย เจ้าตัวทนบาดแผลไม่ไหว จึงได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งแพทย์ได้ระบุว่า ผู้ตายถูกลูกกระสุนปืนฝังใน บริเวณกลางหลังจนทำให้เลือดคลั่งที่ปอด ที่ส่งผลกระชากลมหายใจนายเจษฎาภรณ์หลุดปลิวไปด้านนางกัญจนคร มีมุก อายุ 39 ปี น้าของคนตาย ระบุว่า หลานของตนประพฤติดีมาตลอด ไม่เคยดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และไม่เคยเกเรไปมีเรื่องกับใคร จึงยังไม่อาจฟันธงได้ว่าใครคือผู้ก่อเหตุ แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ของหลาน ทราบว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หลานและกลุ่มเพื่อนๆ รวมถึงแฟนของหลาน ได้พากันไปเที่ยวงานวัดแห่งหนึ่งแล้วไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันกับกลุ่มนักการเมืองผู้มีอิทธิพลอีกตำบลหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่า พอเริ่มมีเรื่อง หลานชายก็ได้รับพาแฟนสาวหนีกลับบ้านทันที เพราะหลานเป็นคนไม่ชอบมีเรื่องกับใครอยู่แล้ว แต่ก็ไม่กล้ายืนยันว่า การเสียชีวิตของหลานมาจากปมปัญหาทะเลาะวิวาทในงานวัดหรือไม่“ยืนยันว่าหลานฉันมีความประพฤติดี เพราะครอบครัวนี้มีบ้านปลูกอยู่ใกล้กัน จึงเห็นพฤติกรรมของหลานอยู่ตลอด ซึ่งเขาถือเป็นเสาหลักของครอบครัวในอนาคต เนื่องจากเพิ่งจะเรียนจบและเตรียมรับประกาศนียบัตรระดับวุฒิ ปวช. ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ก่อนจะกลับมาบวชทดแทนคุณให้กับพ่อแม่ในวันที่ 7 มีนาคม ซึ่งได้มีเตรียมงานและพิมพ์การ์ดงานบวชไว้หมดแล้ว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าหลานชายจะต้องมาด่วนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ” นางกัญจนคร ระบุ พร้อมกับฝากไปถึงตำรวจ ให้จับแก๊งคนร้ายให้ได้โดยไวกระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทั้งจาก สภ.ท่าตะโก และชุดสืบสวนภูธรจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้การนำโดย พ.ต.อ.สมชาย จันทร์คง รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ และ พ.ต.อ.ปัณณทัต เศวตะทัต ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครสวรรค์ ได้ทำการสืบสวนแกะรอยติดตามแก๊งคนร้ายที่ก่อเหตุ จนไปพบกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพสำคัญ นาทีแก๊งคนร้ายมีการเข้าไปพูดคุยกับผู้ตายที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนนำไปสู่การติดตามจับกุมตัว 2 ผู้ต้องหา คือ นายดรุสรณ์ หรือโอม คำโสม อายุ 18 ปี (เสื้อฟ้า) มือยิง และนายอนุวัต หรือใหม่ เอี่ยมเวียง อายุ 19 ปี (เสื้อขาว) คนขับขี่รถจักรยานยนต์พามือปืนซ้อนท้าย พร้อมกับยึดอาวุธปืนปากกาที่ใช้ก่อเหตุและจากการสอบปากคำในเบื้องต้น พบว่า ชนวนเหตุที่เกิดขึ้น เป็นเพราะกลุ่มเพื่อนของผู้ตายไปมีปัญหา ปมทะเลาะเรื่องหญิงสาวกับกลุ่มของผู้ต้องหา โดยที่ผู้ตายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียวซึ่งเรื่องนี้ พ.ต.อ.สมชาย ระบุว่า วันเกิดเหตุ กลุ่มเพื่อนของผู้ตายได้มีการทะเลาะกับกลุ่มผู้ต้องหา โดยมีการพิมพ์ตอบโต้ไปมาผ่านโซเชียลก่อนจะเกิดการท้าทาย นัดให้ไปชกต่อยกันกันที่ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์ไปซื้อมาม่าพอดี และเมื่อกลุ่มผู้ต้องหาไปถึง กลับไม่เจอคู่กรณี แต่ดันเจอผู้ตายซึ่งจำได้ว่าเป็นเพื่อนอยู่ในก๊วนคู่อริ เลยขี่รถติดตามไปยิง ทั้งที่ผู้ตายได้บอกไปก่อนแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ขณะที่ นายดรุสรณ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นหลังถูกจับใส่กุญแจมือเป็นครั้งแรกว่า เกิดจากความแค้นที่กลุ่มเพื่อนของคนตายมาท้าทายและข่มขู่ไม่ให้ขับขี่รถผ่านหมู่บ้าน จึงเกิดการท้าทายก่อนบานปลายไปก่อเหตุยิงใส่ผู้ตาย โดยยืนยันว่าเป็นการยิงขู่เพื่อประกาศศักดาเท่านั้น แต่ดันพลาดไปยิงถูกตัว ส่วนอาวุธปืนปากกา ยอมรับว่า มีการไปสั่งซื้อมาจากออนไลน์ในราคา 1,200 บาทเบื้องต้น ทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร” พร้อมกับจะมีการติดตามจับกุมตัวแก๊งผู้ต้องหาที่อยู่ร่วมในคืนก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


