แพร่ - ตระกูลพรมโรจน์3พ่อแม่ลูกหายสาปสูญไร้ร่องรอยญาติติดต่อไม่ได้นาน3ปี
เมื่อวันที่17มกราคม พ.ศ.2563เวลา09.00น.ร.ต.อ.ธีรวุฒิ โปธาตุ รอง.สารวัตร สอบสวน สภ.สูงเม่น พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สูงเม่น คณะกรรมการหมู่บ้านและสื่อมวลชนจังหวัดแพร่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดแพร่ ค้นบ้านเลขที่ 181 หมู่ที่ 2บ้านโฮ้ง ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของตระกูลพรมโรจน์ ของนายนิพนธ์ พรมโรจน์ อายุ 79ปี นางละเอียด พรมโรจน์ อายุ77ปี และนายนราพันธ์ พรมโรจน์ อายุ41ปี ซึ่งได้หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย สืบเนื่องจากนางปราณี วงค์แสนสี อายุ72ปี อยู่บ้านเลขที่195หมู่ที่1 ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นน้องสาวของนางละเอียด พรมโรจน์ ที่ได้นำความ
เข้าแจ้งความเพื่อร้องทุกข์ให้ติดตามหาผู้สูญหาย ตั้งแต่วันที่ 6พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ในปีที่ผ่านมาหลังจากที่ไม่สามารถติดต่อกับพี่สาวและคนในครอบครัวทั้งหมด โดยนางปราณี วงค์แสนศรี ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าก่อนหน้านั้นที่จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์นั้นได้ไปสอบถามนายนรินทร์ พรมโรจน์ อายุ46ปี อยู่บ้านเลขที่172/5 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ซึ่งได้เปิดเป็นร้านจำหน่ายยางรถยนต์ซึ่งเป็นลูกคนกลางที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ได้ทราบว่า ทั้ง3คนได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบบูรณ์โดยได้ให้ข้อมูลว่าบิดาคือนายนิพนธ์ พรมโรจน์ ได้ไปมีครอบครัวใหม่อยู่ที่จังหวัดเพรชบูรณ์เมื่อปีพ.ศ.2545ทำให้ขาดการติดต่อกับครอบครัวมานานหลายปีซึ่งเป็นคำบอกเล่าของนายนรินทร์ พรมโรจน์ ลูกชายคนกลาง และเมื่อปีพ.ศ.2555 นายนราพันธ์ พรมโรจน์ อายุ41ปีน้องชายคนเล็กที่มีสภาพร่างกายพิการก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกคนหนึ่งนางปราณีฯจึงได้ไปสอบถามนายนรินทร์อีกก็ทราบว่าคุณพ่อได้มารับน้องชายไปไว้ดูแลที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีกคนหนึ่งและได้แวะมาบอกตนเองที่ร้านขายยางรถยนต์แล้วปล่อยให้นางละเอียด พรมโรจน์ อยู่บ้านเพียงลำพัง ต่อมานางปราณีฯยังได้เปิดเผยต่อไปว่าในปีพ.ศ.2559เมื่อ3ปีที่แล้วนางละเอียด พรมโรจน์ ผู้เป็นแม่ของนายนรินทร์ พรมโรจน์ ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งตนสังเกตุว่าปกติพี่สาวเป็นคนเป็นคนรักบ้าน ไม่ไปไหนไกลจากบ้าน และขณะเดียวกันเพื่อนๆญาติมิตรที่อยู่ในตำบลเดียวกันได้เสียชีวิตพี่สาวก็จะมาร่วมงานเสมอไปในครั้งนี้ไม่สามารถติดต่อได้ตนเองจึงได้ไปสอบถามนายนรินทร์อีกครั้งพอทราบได้ว่า นางละเอียด พรมโรจน์ ได้ไปดูแลน้องชายคนเล็กที่ได้ไปอยู่กับคุณพ่อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้ประสพอุบัติเหตุคุณพ่อจึงได้นำรถมารับคุณแม่ไปดูแลน้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์และได้อาศัยอยู่ร่วมกันที่เพชรบูรณ์ และยังได้เอาเบอร์โทรศัพย์ของคุณแม่ไว้แต่ตนเองก็ไม่สามารถโทรติดได้และพยายามโทรหาก็ไม่สามารถติดต่อได้และตนเองเริ่มเห็นพฤติกรรมของหลานชายได้ประกาศขายบ้าน ขายที่ดิน อีกหลายแห่งที่เป็นของครอบครัวและเบิกเงินในธนาคารของพ่อแม่มาใช้จนหมดตนเองจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาญาติพี่น้องว่าจะทำอย่างไรญาติพี่น้องทุกคนไม่นี่งนอนใจและพยายามสอบถามนายนรินทร์ว่าพ่อแม่น้องอยู่ที่ไหนแต่ก็ได้รับคำตอบจากนายนรินทร์ว่าไม่ต้องเป็นห่วงทุกคนอยู่สบายดีทุกคน และไม่มีความกระตือรือร้นที่จะไปตามหาพ่อแม่และน้องทั้ง3คนส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนก็ได้สืบสวนบุคคลตามชื่อในทะเบียนบ้านตามที่นายนรินทร์กล่าวอ้างว่าได้ทำการรักษาตามโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ไม่มีชื่อของบุคลทั่งสามคนปรากฎอยู่แต่อย่างไดเลยตนเองจึงได้มั้นใจว่าบุคลทั้ง3คนต้องมีเรื่องเงื่อนงำแน่จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามอีกช่องทางหนึ่ง
จนในวันนี้นายพยุงศักดิ์ พุนลูน นายอำเภอสูงเม่น พ.ต.อ.สุชาติ สิงห์ขรณ์ ผกก.สภ.สูงเม่น ได้เรียกหน่วยงานเจ้าหน้าที่ประชุมวางแผนเพื่อติดตามบุคคลที่สูญหายนานเกิน 3 ปี จึงได้ขอหมายค้นของศาลจังหวัดแพร่ ให้ทำการตรวจค้นบ้านเลขที่181หมู่ที่2 บ้านโฮ้ง ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พร้อมประสานรถสุขาภิบาลเพื่อสูบส้วม รถสูบน้ำ เข้าตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำหลังบ้าน ในสวนหลังบ้านโดยร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และได้นำเศษขี้เถ้าที่อยู่ในล้อรถยนต์นำไปพิสูจิหากระดูกโดยได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดโดยมีนายนรินทร์ พรมโรจน์ ได้ร่วมดูในการตรวจค้นด้วยและได้ทำการตรวจค้นที่ร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ร้านของนายนรินทร์อีกแห่งหนึ่ง ทางด้าน ร.ต.อ.วรวุฒิ โปธาตุ เผยว่าเบื้องต้นจากการตรวจค้นภายในบ้านทั้งสองหลังยังไม่พบผิดปกติแต่อย่างได ซึ่งต่อจากนี้ไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้นำตัวนายนรินทร์ พรมโรจน์ ลูกชายคนกลางที่เหลืออยู่คนเดียวไปทำการสอนสวนโดยละเอียดอีกรอบหนึ่งเพื่อหาเบาะเเส ทั้งพ่อแม่ลูกทั้ง3ชีวิตว่าจะมีชีวิตอยู่หรือว่าเสียชีวิตไปแล้วผลการสอบสวนจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ภาพข่าวโดย นายณัฐปคัลภ์ ศรีคำภา
เข้าแจ้งความเพื่อร้องทุกข์ให้ติดตามหาผู้สูญหาย ตั้งแต่วันที่ 6พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ในปีที่ผ่านมาหลังจากที่ไม่สามารถติดต่อกับพี่สาวและคนในครอบครัวทั้งหมด โดยนางปราณี วงค์แสนศรี ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าก่อนหน้านั้นที่จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์นั้นได้ไปสอบถามนายนรินทร์ พรมโรจน์ อายุ46ปี อยู่บ้านเลขที่172/5 ตำบลดอนมูล อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ซึ่งได้เปิดเป็นร้านจำหน่ายยางรถยนต์ซึ่งเป็นลูกคนกลางที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ได้ทราบว่า ทั้ง3คนได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบบูรณ์โดยได้ให้ข้อมูลว่าบิดาคือนายนิพนธ์ พรมโรจน์ ได้ไปมีครอบครัวใหม่อยู่ที่จังหวัดเพรชบูรณ์เมื่อปีพ.ศ.2545ทำให้ขาดการติดต่อกับครอบครัวมานานหลายปีซึ่งเป็นคำบอกเล่าของนายนรินทร์ พรมโรจน์ ลูกชายคนกลาง และเมื่อปีพ.ศ.2555 นายนราพันธ์ พรมโรจน์ อายุ41ปีน้องชายคนเล็กที่มีสภาพร่างกายพิการก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกคนหนึ่งนางปราณีฯจึงได้ไปสอบถามนายนรินทร์อีกก็ทราบว่าคุณพ่อได้มารับน้องชายไปไว้ดูแลที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีกคนหนึ่งและได้แวะมาบอกตนเองที่ร้านขายยางรถยนต์แล้วปล่อยให้นางละเอียด พรมโรจน์ อยู่บ้านเพียงลำพัง ต่อมานางปราณีฯยังได้เปิดเผยต่อไปว่าในปีพ.ศ.2559เมื่อ3ปีที่แล้วนางละเอียด พรมโรจน์ ผู้เป็นแม่ของนายนรินทร์ พรมโรจน์ ก็ได้หายตัวไปอีกคนหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งตนสังเกตุว่าปกติพี่สาวเป็นคนเป็นคนรักบ้าน ไม่ไปไหนไกลจากบ้าน และขณะเดียวกันเพื่อนๆญาติมิตรที่อยู่ในตำบลเดียวกันได้เสียชีวิตพี่สาวก็จะมาร่วมงานเสมอไปในครั้งนี้ไม่สามารถติดต่อได้ตนเองจึงได้ไปสอบถามนายนรินทร์อีกครั้งพอทราบได้ว่า นางละเอียด พรมโรจน์ ได้ไปดูแลน้องชายคนเล็กที่ได้ไปอยู่กับคุณพ่อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้ประสพอุบัติเหตุคุณพ่อจึงได้นำรถมารับคุณแม่ไปดูแลน้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์และได้อาศัยอยู่ร่วมกันที่เพชรบูรณ์ และยังได้เอาเบอร์โทรศัพย์ของคุณแม่ไว้แต่ตนเองก็ไม่สามารถโทรติดได้และพยายามโทรหาก็ไม่สามารถติดต่อได้และตนเองเริ่มเห็นพฤติกรรมของหลานชายได้ประกาศขายบ้าน ขายที่ดิน อีกหลายแห่งที่เป็นของครอบครัวและเบิกเงินในธนาคารของพ่อแม่มาใช้จนหมดตนเองจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาญาติพี่น้องว่าจะทำอย่างไรญาติพี่น้องทุกคนไม่นี่งนอนใจและพยายามสอบถามนายนรินทร์ว่าพ่อแม่น้องอยู่ที่ไหนแต่ก็ได้รับคำตอบจากนายนรินทร์ว่าไม่ต้องเป็นห่วงทุกคนอยู่สบายดีทุกคน และไม่มีความกระตือรือร้นที่จะไปตามหาพ่อแม่และน้องทั้ง3คนส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนก็ได้สืบสวนบุคคลตามชื่อในทะเบียนบ้านตามที่นายนรินทร์กล่าวอ้างว่าได้ทำการรักษาตามโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ไม่มีชื่อของบุคลทั่งสามคนปรากฎอยู่แต่อย่างไดเลยตนเองจึงได้มั้นใจว่าบุคลทั้ง3คนต้องมีเรื่องเงื่อนงำแน่จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามอีกช่องทางหนึ่ง
จนในวันนี้นายพยุงศักดิ์ พุนลูน นายอำเภอสูงเม่น พ.ต.อ.สุชาติ สิงห์ขรณ์ ผกก.สภ.สูงเม่น ได้เรียกหน่วยงานเจ้าหน้าที่ประชุมวางแผนเพื่อติดตามบุคคลที่สูญหายนานเกิน 3 ปี จึงได้ขอหมายค้นของศาลจังหวัดแพร่ ให้ทำการตรวจค้นบ้านเลขที่181หมู่ที่2 บ้านโฮ้ง ตำบลพระหลวง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พร้อมประสานรถสุขาภิบาลเพื่อสูบส้วม รถสูบน้ำ เข้าตรวจสอบบริเวณบ่อน้ำหลังบ้าน ในสวนหลังบ้านโดยร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และได้นำเศษขี้เถ้าที่อยู่ในล้อรถยนต์นำไปพิสูจิหากระดูกโดยได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดโดยมีนายนรินทร์ พรมโรจน์ ได้ร่วมดูในการตรวจค้นด้วยและได้ทำการตรวจค้นที่ร้านจำหน่ายยางรถยนต์ที่ร้านของนายนรินทร์อีกแห่งหนึ่ง ทางด้าน ร.ต.อ.วรวุฒิ โปธาตุ เผยว่าเบื้องต้นจากการตรวจค้นภายในบ้านทั้งสองหลังยังไม่พบผิดปกติแต่อย่างได ซึ่งต่อจากนี้ไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้นำตัวนายนรินทร์ พรมโรจน์ ลูกชายคนกลางที่เหลืออยู่คนเดียวไปทำการสอนสวนโดยละเอียดอีกรอบหนึ่งเพื่อหาเบาะเเส ทั้งพ่อแม่ลูกทั้ง3ชีวิตว่าจะมีชีวิตอยู่หรือว่าเสียชีวิตไปแล้วผลการสอบสวนจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ภาพข่าวโดย นายณัฐปคัลภ์ ศรีคำภา







